หน้าแรก | Sitemap | ตั้งเป็นหน้าแรก | เก็บเว็บนี้ไว้
  ค้นหา     » Advanced Search
หมวดหมู่
Archive
Su Mo Tu We Th Fr Sa
123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

More Top News
อาชญากรรม
การเมือง
ต่างประเทศ


"นพดล"ยันฟ้องกลับ เรียกพันล. หมอพรทิพย์-พล.ต.ต.

image
ปิดฉากคดี"ห้างทอง ธรรมวัฒนะ" ศาลพิพากษายกฟ้อง"นพดล ธรรมวัฒนะ"จำเลยคดีฆาตกรรมพี่ชายตัวเอง ระบุพยานหลักฐานโจทก์อ่อน ไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าห้างทองถูกฆ่า ขณะที่พยานหลักฐานฝ่ายจำเลยหักล้างได้ทุกเรื่องทั้งผลชันสูตรศพครั้งที่ 3 จากทีมแพทย์นิติเวชนับ 10 คนระบุว่าไม่ใช่การฆาตกรรม รวมทั้งจดหมายลาตายที่ห้างทองเขียนถึงน้องๆ ก็ไม่น่าจะถูกบังคับให้เขียน อีกทั้งนพดลไม่มีปัญหาขัดแย้งกับห้างทองจึงไม่มีเหตุให้ต้องวางแผนฆ่า "นพดล"แถลงหลังพ้นมลทิน ประกาศฟ้องแพ่งคุณหญิงหมอพรทิพย์ เรียกค่าเสียหายพันล้านเพราะโดนตราหน้าเป็นฆาตกร รวมทั้งฟ้องกลับตำรวจที่ทำคดีฆาตกรรมด้วย จี้แพทยสภาเร่งสอบจริยธรรมคุณหญิงหมอพรทิพย์ เพราะร้องเรียนไปตั้งแต่ปี 49 แล้วยังเงียบ

-ศาลพิพากษาคดี"ห้างทอง"

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 28 ก.ย. ที่ห้องพิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีความผิดต่อชีวิต หมายเลขดำที่ 248/2547 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายนพดล ธรรมวัฒนะ อายุ 54 ปี อาชีพนักธุรกิจ เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่านายห้างทอง ธรรมวัฒนะ พี่ชายตัวเอง อดีตส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชากรไทย โดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 23 ม.ค.2547 ระบุความผิดจำเลยสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 5-6 ก.ย.2542 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยกับพวกซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นผู้ใด บังอาจร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงนายห้างทอง 1 นัด โดยจำเลยกับพวกมีเจตนาฆ่าให้ตาย กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะนายห้างทองเป็นบาดแผลฉกรรจ์ กระสุนทะลุกะโหลกศีรษะเข้าไปทำลายอวัยวะส่วนสมอง เป็นเหตุให้นายห้างทองถึงแก่ความตายเพราะพิษบาดแผลดังกล่าวแล้ว สมดังเจตนาของจำเลยกับพวก รายละเอียดบาดแผลปรากฏตามรายงานการชันสูตรพลิกศพและรายการตรวจศพของเจ้าพนักงานและแพทย์ เหตุเกิดที่บ้านธรรมวัฒนะ เลขที่ 299/9 หมู่ 7 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. นอกจากนี้ในวันเวลาดังกล่าวเจ้าพนักงานตำรวจได้ตรวจยึดอาวุธปืนที่ใช้ยิงในข้อ 1 และสิ่งของต่างๆ เป็นของกลาง กระทั่งวันที่ 31 ต.ค.46 เจ้าพนักงานตำรวจได้ควบคุมจำเลยมาดำเนินคดี จำเลยให้การปฏิเสธโดยตลอด

-ชี้หัวกระสุนลูกปรายไม่ผิดปกติ

พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างกันโดยตลอดแล้ว มีปัญหาที่จะวินิจฉัยมีว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยข้อสมมติฐานของโจทก์ในแต่ละประเด็นไป โดยประการแรกเรื่องวิถีกระสุนปืน พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ รักษาการ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พยานโจทก์เบิกความว่า จากการตรวจพิสูจน์ศพผู้ตายครั้งที่ 2 พบกระสุนปืนลูกปรายจำนวนมากกว่า 20 เม็ดใต้ฐานสมอง กระสุนส่วนใหญ่อยู่ด้านหน้า เห็นว่าพยานโจทก์ผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายหลังจากพ.ต.อ.น.พ.พรชัย สุธีระคุณ แพทย์นิติเวชที่ผ่าศพครั้งแรกได้ผ่าเอาสมองออกจากกะโหลกศีรษะแล้ว กระสุนลูกปรายที่พยานโจทก์พบมีเพียง 20 กว่าเม็ดจึงเป็นส่วนน้อย โจทก์ไม่นำสืบว่ากระสุนลูกปรายส่วนใหญ่พบที่ใด ซึ่งน.พ.ธำรง จิรจริยาเวช พยานโจทก์เบิกความว่าบาดแผลจากศพผู้ตายเป็นวงกลมน่าเชื่อว่าแนวปากกระบอกปืนตั้งฉากกับศีรษะของศพผู้ตาย

นอกจากนี้ตามรายงานการผ่าตรวจพิสูจน์ศพครั้งที่ 3 ของน.พ.เศวต กรรณล้วน และคณะ ระบุว่าพบกระสุนบางเม็ดกระจายต่ำลงมาถึงบริเวณกล้ามเนื้อของลำคอ ย่อมแสดงให้เห็นการกระจายไม่เป็นทิศทางแน่นอน ดังนั้นแม้ว่าจะพบกระสุนอีก 1 เม็ดอยู่ในแนวดิ่งระดับกระดูกคอซี่ที่ 4 ก็หาเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าเป็นการยิงจากขวาไปซ้าย จากหลังมาหน้า และบนลงล่าง ซึ่งผิดปกติของการยิงตัวตายไม่

-สรุปรอยช้ำที่ขาก็ไม่มีพิรุธ

ประเด็นเกี่ยวกับเศษอาหารที่พบในลำไส้และกระเพาะอาหารนั้น พบเศษส้มเช้งในกระเพาะอาหารและเศษส้มโอในลำไส้เล็กของผู้ตาย ไม่พบเศษชมพู่และบะหมี่สำเร็จรูป อาจจะเป็นเพราะอาหารทั้งสองสามารถย่อยได้ง่ายกว่าส้มเช้งกับส้มโอ พยานโจทก์ไม่มีหลักวิชาการที่จะอธิบายระบบการย่อยอาหารที่แน่ชัดเกี่ยวกับเศษอาหารที่พบในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กผู้ตาย จึงไม่ใช่ข้อที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยให้การไม่ตรงกับความเป็นจริงที่ว่าก่อนตายผู้ตายรับประทานส้มเช้ง ชมพู่และบะหมี่สำเร็จรูปในห้องที่เกิดเหตุ

ในส่วนของรอยช้ำที่พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ตรวจพบที่ต้นขาขวาด้านหลังสันนิษฐานว่าเกิดจากการกระแทกกับของแข็งนั้น ตามรายงานการตรวจศพครั้งที่ 2 ไม่ปรากฏผลการตรวจชิ้นเนื้อบริเวณที่ว่าเป็นรอยช้ำทางห้องปฏิบัติการหรือไม่ หรือได้ผลว่าอย่างไร เพียงแต่สรุปว่าเป็นรอยช้ำที่เกิดจากการกระแทกกับของแข็ง ส่วนรอยช้ำที่ท้ายทอยนั้นพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์เบิกความว่า คืออาการตกของเลือดตกจากเบื้องสูง เนื่องจากกะโหลกผู้ตายแตกและนอนหงายเป็นเวลานาน รอยดังกล่าวทั้งสองแห่งจึงไม่ใช่รอยช้ำที่ผู้ตายถูกทำร้ายก่อนตาย

-นิ้วมือแฝงที่ขวดน้ำไม่ชัดเจน

สำหรับประเด็นเรื่อง พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ ผบก.ป.ในขณะนั้น ทดลองให้ยิงปืนในห้องที่เกิดเหตุขณะชงอาหารเสริมอีกห้องหนึ่งในสถานที่เกิดเหตุ เวลาและลักษณะเดียวกันแล้วได้ยินเป็นเสียงปืนชัดเจน ไม่คล้ายเสียงประทัดดังที่จำเลยกล่าวอ้างนั้น ก็เป็นความเห็นของพล.ต.ต.โกสินทร์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตำรวจที่คุ้นเคยกับเสียงอาวุธปืน

นอกจากนี้สมมติฐานที่ว่าพบรอยนิ้วมือ 1 รอย รอยฝ่ามือแฝง 2 รอยที่ขวดน้ำดื่ม ซึ่งไม่ตรงกับรอยนิ้วมือและฝ่ามือของจำเลย ผู้ตาย และคนในบ้าน แสดงว่ามีบุคคลอย่างน้อย 1-3 คนอยู่ในห้องที่เกิดเหตุนั้น ได้ความจากพล.ต.ท.อัมพร จารุจินดา ผบช.สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจพยานจำเลยเบิกความว่า อาจจะมาจากการขนส่งหรือมาจากบุคคลใดก่อนหน้านี้ แม้ว่าจับขวดน้ำดังกล่าวเป็นเวลานานเป็นปีก็สามารถพบลายนิ้วมือแฝงที่ขวดน้ำ ซึ่งโจทก์ไม่สืบพยานอธิบายให้เห็นเป็นอย่างอื่น หลักฐานที่โจทก์นำสืบจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

ส่วนสมมติฐานท่านั่งของผู้ตายขณะตายเป็นท่าที่ผิดปกติ เมื่อพิจารณาจากภาพถ่าย และวัตถุพยานประกอบการฉายวีซีดีวัตถุพยานแล้ว ฟังไม่ได้ว่าท่านั่งสุดท้ายของผู้ตายเป็นท่านั่งที่ผิดปกติ

-ความเห็นรอยเลือดฟังไม่ขึ้น

ขณะที่สมมติฐานเกี่ยวกับเขม่าปืนที่หลังมือผู้ตายน้อยกว่าฝ่ามือถือว่าผิดปกติ เนื่องจากมีการทดลองแสดงท่ายิงโดยจับอาวุธปืน 2 มือ แต่ปรากฏว่าเขม่าปืนที่หลังมือจะมากกว่าฝ่ามือเสมอ และเขม่าปืนที่ฝ่ามือขวาน้อยกว่าหลังมือขวา แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ใช้มือขวากำด้ามปืนตอนยิง เพราะถ้าจับเขม่าปืนต้องตรวจพบที่หลังมือมากกว่าฝ่ามือนั้น เห็นว่าก่อนเกิดเหตุไม่มีผู้ใดทราบว่าผู้ตายทำอะไร ยิงปืนมาแล้วหรือไม่ ลำพังผลการตรวจธาตุในเขม่าปืนที่ฝ่ามือขวาของผู้ตายมากกว่าหลังมือขวา จึงยังไม่เพียงพอที่จะให้รับฟังว่าผู้ตายไม่ได้ยิงตนเอง

ส่วนสมมติฐานที่ว่ารอยเลือดบนศพผู้ตายบริเวณเหนือคิ้วมีรอยสัมผัส หลังมือซ้ายคล้ายมีรอยสัมผัส เหนือข้อศอกซ้ายมีรอยคล้ายกดไม่ให้เลือดไหลผ่าน เป็นเพียงความเห็นของพยานโจทก์ ซึ่งไม่ชัดเจนเพียงพอที่จะวินิจฉัยเป็นผลร้ายแก่จำเลยดังที่พยานโจทก์เบิกความได้

-ผลผ่าศพยันไม่ได้ตีหัวก่อนยิง

สำหรับข้อที่พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์พบรอยช้ำที่กลางกระหม่อม รวมทั้งรอยแตกของศีรษะผู้ตายเป็นแนวยาวจากหน้าไปหลัง น่าจะเกิดจากการกระแทกจากของแข็งไม่มีคมก่อนถูกยิง เนื่องจากรอยแตกจากรูกระสุนปืนไปสิ้นสุดที่รอยแตกดังกล่าวนั้น พยานโจทก์และพยานจำเลยต่างเป็นแพทย์ผู้มีคุณวุฒิมีประสบการณ์ในการตรวจชันสูตรศพมามากมาย รายงานการผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายครั้งที่ 3 นอกจากน.พ.เศวตแล้วยังมีกรรมการซึ่งล้วนแต่เป็นแพทย์ผู้มีคุณวุฒิอีกเกือบ 10 คน โดยมีการประชุมคณะกรรมการวางแนวทางในการผ่าพิสูจน์ศพก่อน และหลังจากผ่าพิสูจน์ศพผู้ตายแล้วก็มีการประชุมคณะกรรมการที่ร่วมกันผ่าศพเพื่อสรุปผลทำรายงาน แล้วจึงจัดทำรายงานผ่าตรวจพิสูจน์ศพ ซึ่งขัดแย้งกับความเห็นของพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ รศ.น.พ.ธำรง และน.พ.สุชาติ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่พอให้รับฟังว่าผู้ตายถูกตีศีรษะก่อนถูกยิง

-คราบเลือดเป็นธรรมชาติ

ส่วนที่เกี่ยวกับคราบเลือดในที่เกิดเหตุและสภาพศพเห็นว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ วัตถุเช่นกระป๋องเครื่องดื่ม กล่องนมอยู่ในสภาพปกติ เชื่อว่าไม่มีการจัดฉากและเป็นภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุในบ้านจริง คราบเลือดไหลอยู่บนนิ้วของผู้ตาย คราบเลือดดังกล่าวอยู่ในสภาพสมบูรณ์เป็นธรรมชาติและเห็นคราบเลือดสะสมเป็นจำนวนมากบนเสื้อผ้าของผู้ตาย มีวัตถุหลายชนิดอยู่บนโต๊ะ พยานหลักฐานโจทก์ยังไม่พอให้ฟังว่ามีผู้พยายามจัดสถานที่เกิดเหตุให้เหมือนการฆ่าตัวตาย

-เชื่อห้างทองเขียนจม.ลาตาย

ประกอบกับก่อนตายไม่ถึง 1 วัน จากนั้นได้เขียนจดหมายถึงจำเลยและน้องทุกคนว่า "ถึงน้องๆ ทุกคน สังข์ จิ๋ม นิด หน่อย ริญ น้อย เรื่องทั้งหลายขอให้ยุติกันเสียเถิด มีอะไรที่ผิดพลาดก็ขอให้อภัยต่อกัน พี่น้องควรรักกันไว้ ครอบครัวบอบช้ำมามากแล้ว ขอให้หันหน้าเข้าหากัน คดีความต่างๆ ควรยุติได้แล้ว ฝากน้องเดียร์ด้วย เพราะเบื่อเหลือเกินแล้ว มีภาระอะไรกรุณาแก้ไขให้ด้วย โดยให้รู้รักสามัคคี ขอให้ลดทิฐิมานะลงและหันกลับไปดีกันอย่างเดิม" ข้อความในบันทึกดังกล่าวมีลักษณะเป็นการระบายความอึดอัดในใจ ขอร้อง แสดงความเบื่อหน่าย ท้อแท้ และฝากให้ดูแลลูก

แม้โจทก์จะนำสืบว่าผู้ตายมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน มีความรักกำลังจะแต่งงานกับนางสาวปิยะวรรณ เหมือนประสิทธิเวช ข้อนำสืบดังกล่าวเป็นเหตุภายนอก ไม่น่าจะมีน้ำหนักให้เชื่อถือดังเช่นความรู้สึกภายในของผู้ตายอย่างแท้จริงตามที่ได้ระบายในจดหมายที่ผู้ตายเขียนโดยสมัครใจไม่ได้ถูกผู้ใดบังคับขู่เข็ญเพราะมิเช่นนั้นผู้ตายคงต้องแจ้งให้น้องอีกฝ่ายหนึ่งทราบหรือไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจแล้ว

-ไม่มีเหตุให้นพดลวางแผนฆ่า

เหตุขัดแย้งระหว่างทายาทก็ได้ความจากนางนฤมล มังกรพาณิชย์ น้องสาวผู้ตายพยานโจทก์ว่า ทายาทแบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ส่วนผู้ตายไม่เข้าข้างฝ่ายใด ซึ่งสอดคล้องกับความในใจของผู้ตายตามจดหมาย นอกจากนี้เหตุการณ์ที่ผ่านมาล้วนเป็นเรื่องที่จำเลยกับนางมัลลิการ์ หลีละพันธุ์ น้องสาว กระทำต่อผู้ตาย หาใช่เรื่องที่ผู้ตายกระทำต่อจำเลย จึงไม่น่าจะเป็นสาเหตุให้จำเลยวางแผนฆ่าผู้ตาย และหากจำเลยประสงค์จะฆ่าผู้ตายก็ไม่น่าที่จะวางแผนให้ผู้ตายมาพบที่ห้องของตนเองแล้วฆ่าในลักษณะเช่นนี้

ทั้งคดีได้ความจากพล.ต.ต.โกสินทร์ว่าจากการสอบสวนไม่ทราบว่าในวันเกิดเหตุใครชักชวนผู้ตายไปที่บ้านธรรมวัฒนะ และไม่ปรากฏว่าผู้ตายไปด้วยสาเหตุใด หรือหากเป็นเหตุปัจจุบันทันด่วนก็ไม่น่าเชื่อว่าจำเลยจะดำเนินการกับผู้ตายได้แนบเนียนเสมือนการฆ่าตัวตายจนเกิดความเห็นหลายฝ่ายเช่นนี้

-พิพากษาให้ยกฟ้องจำเลย

ผลการตรวจศพผู้ตายก็ไม่ปรากฏสารพิษหรือยากล่อมประสาทที่จะทำให้ผู้ตายสะลึมสะลือหรือหมดสติไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้ หรือหากเป็นการฆาตกรรมโดยการจ่อยิงขณะผู้ตายนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่เกิดเหตุ เชื่อว่าผู้ตายจะต้องขัดขืน ซึ่งน่าจะทำให้ปรากฏร่องรอยช้ำตามแขน ขา หรือเนื้อตัวร่างกายของผู้ตายให้พบเห็น

ส่วนที่จำเลยเห็นผู้ตายแล้วไม่เข้าช่วยเหลือเพียงแต่ร้องตะโกนว่าผู้ตายฆ่าตัวตายนั้น เห็นว่าเป็นเพียงความเห็นตามความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล ในภาวะที่จำเลยและผู้ตายมีปัญหาข้อขัดแย้งกันมาก่อน หากเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยปัจจุบันทันด่วนตามทางนำสืบของจำเลย บุคคลซึ่งอยู่ในภาวะเช่นจำเลยย่อมตกใจและทำอะไรไม่ถูก โดยเฉพาะสถานที่เกิดเหตุเป็นห้องพักของจำเลย หากจำเลยเข้าไปแตะต้องผู้ตายก็อาจเกรงว่าจะถูกกล่าวหาว่าฆ่าผู้ตายได้ จากเหตุผลที่ได้วินิจฉัยมาพยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบยังไม่พอให้ฟังว่าผู้ตายถูกฆาตกรรม จึงไม่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยเป็นผู้ฆ่าผู้ตายหรือไม่ พิพากษายกฟ้อง

-นพดลจี้คดีร้องแพทยสภา

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายนพดลกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ขอขอบคุณศาลที่มีความเมตตา ซึ่งตนตกเป็นจำเลยของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ และพล.ต.ต.โกสินทร์ เพื่อให้เรื่องราวผ่านพ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ และต้องการทวงสิทธิจากแพทยสภา เพราะได้ร้องเรียนมาเป็นเวลา 1 ปีแล้วแต่ก็ยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นกับเรื่องจริยธรรม ซึ่งแพทยสภาเป็นองค์กรที่จะต้องให้ความเป็นธรรมแก่สังคม ซึ่งจริยธรรมของพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ได้สร้างตราบาปให้แก่ตน กระทรวงยุติธรรมและแก่ประชาชน และวันนี้ไม่น่าเชื่อว่าศาลจะได้ลงรายละเอียดมากถึงขนาดนี้ แพทยสภาจะรอให้ตนตายเหมือนคุณรวิวรรณหรืออย่างไรจึงจะดำเนินคดีกับพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์

นายนพดลกล่าวว่า ตนได้ฟ้องแพทยสภาตั้งแต่ 8 มิ.ย.2549 ก็ยังไม่มีผลปรากฏใดๆ เลย สิ่งที่ฟ้องไม่ได้สร้างความเคียดแค้นอะไร แต่คิดว่าเมื่อไม่อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน ต้องรอวันประหารอย่างเดียว และแบมือขอความยุติธรรมแก่ใครไม่ได้ ซึ่งตนได้ฟ้องพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ไว้แล้ว 2 คดี คือ ที่ศาลอาญาฐานเบิกความเท็จ และศาลจังหวัดนนทบุรี ในเรื่องทำพยานหลักฐานเท็จและปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยที่พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์สร้างกระแสกดดันให้แก่สังคมและยังคงแถลงข่าวมาตลอด ซึ่งวันนี้ความจริงก็ได้ปรากฏ และตนศรัทธาในความยุติธรรมของศาลที่พิจารณาจากพยานหลักฐานที่แท้จริง ส่วนอัยการจะยื่นอุทธรณ์อย่างไรก็ขอให้เป็นเรื่องของอัยการ

-เสียหาย-ถูกตราหน้าเป็นฆาตกร

นายนพดลกล่าวว่า อยากให้พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ตระหนักถึงเรื่องของจริยธรรม เพราะได้สร้างความปั่นป่วนให้แก่สังคม อีกทั้งยังทำให้ตนตกเป็นจำเลยของสังคมเป็นเวลาหลายปี ทำให้เกิดความเสียหายแก่ธุรกิจและครอบครัว ซึ่งทำให้ครอบครัวของตนถูกตราหน้าว่าเป็นไอ้ฆาตกร

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า ต่อไปจะทำอะไรให้สังคมบ้าง นายนพดลกล่าวว่า จะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ประชาชนอยู่อย่างปลอดภัย ไม่ถูกรังแกจากกระบวนการยุติธรรมจอมปลอม ส่วนเรื่องญาติพี่น้องตนได้อโหสิกรรมไปหมดแล้วทุกอย่าง ซึ่งเบื้องหลังที่มีการปรักปรำใส่ร้ายมีอยู่มากซึ่งตนจะเขียนหนังสือชี้แจงให้สังคมและประชาชนทราบต่อไป และตนยังมีข้อเสนอแนะแก่วงการแพทย์นิติเวชว่ากรณีนี้จะเป็นกรณีศึกษาแก่สังคมต่อไปอีกมาก เพราะศาลวินิจฉัยลงลึกไปถึงวิธีนิติเวชวิทยาซึ่งไม่เคยปรากฏมีมาก่อน

นายนพดลยังกล่าวต่อไปอีกว่า จะไม่ยอมให้กระบวนการยุติธรรมจอมปลอมเกิดขึ้นแก่ประชาชนอีกด้วย และเปรียบเทียบคดีนี้เหมือนกับคดีของ โอเจ ซิมป์สัน และยังฝากไปยังประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรมว่าสามารถมาติดต่อตนได้ ซึ่งตนพร้อมจะให้ความสนับสนุนหากไม่ได้รับความเป็นธรรม

-ฟ้องแพ่งเรียก 1 พันล้าน

ด้านคณะทำงานอัยการที่เข้าร่วมฟังคำพิพากษา กล่าวว่า จะขอคัดสำเนาคำพิพากษาเพื่อนำไปศึกษาร่วมกับคณะทำงานทั้งหมดว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ต่อไป โดยส่วนตัวยังไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาหลายประเด็น อาทิ เรื่องคราบเลือด และอื่นๆ

ต่อมาเวลา 14.30 น. นายนพดลได้เปิดบ้านธรรมวัฒนะแถลงข่าวขอบคุณทุกๆ ฝ่ายที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด สำหรับคดีที่ผ่านมานั้นตนเห็นว่าเป็นยุคที่มีการแทรกแซงจากทางรัฐบาล เพราะต้องการให้พ.ร.บ.กรมสอบสวนคดีพิเศษ ผ่านคณะรัฐมนตรี และตนยืนยันว่าจะฟ้องร้องพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์อย่างแน่นอน ซึ่งในตอนนี้ก็มีการฟ้องอยู่ และในเร็วๆ นี้จะมีการฟ้องอีกหนึ่งคดี คือให้การเท็จต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และจะฟ้องคดีแพ่งเรียกค่าเสียหาย 1,000 ล้านบาท และหลังจากชนะคดีก็จะนำเงินที่ได้ไปช่วยเหลือการกุศลทุกบาททุกสตางค์ สำหรับทางพล.ต.ต.โกสินทร์นั้นก็จะต้องมีการฟ้องอย่างแน่นอน และกำลังดูอยู่ว่าเข้าข่ายความผิดใดบ้าง คงต้องดำเนินการฟ้องร้องในเร็วๆ นี้ เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับตนเอง

-พรทิพย์ไม่หวั่นโดนฟ้องกลับ

ที่กระทรวงยุติธรรม พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์กล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้องนายนพดลว่า ไม่ขอแสดงความเห็นใดๆ เพราะเคารพในคำตัดสินของศาล แต่ยืนยันได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ชันสูตรพลิกศพของนายห้างทองเป็นครั้งที่ 2 และการวินิจฉัยลงความเห็นว่าเป็นการฆาตกรรมนั้น ตนทำไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และทำตามหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย ส่วนกรณีที่ศาลมองว่าฝ่ายโจทก์มีหลักฐานอ่อนนั้นตนก็เคารพดุลพินิจของศาล แต่ก็ยังยืนยันเหมือนเดิมเกี่ยวกับคราบเลือดที่ตนได้ตรวจพิสูจน์ โดยขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับพนักงานอัยการว่าจะยื่นอุทธรณ์อย่างไร เพราะคดียังไม่จบเท่านี้

"ผลออกมาอย่างนี้หมอไม่เสียใจ ไม่รู้สึกกังวล ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น และไม่เสียความตั้งใจด้วย ส่วนคุณนพดลจะฟ้องกลับก็ฟ้องไป เป็นสิทธิ์ที่สามารถกระทำได้ หมอไม่หวั่นไหวอยู่แล้ว แต่อย่าพาดพิงผ่านสื่อเพราะที่ผ่านมาก็โดนอย่างนี้มาตลอด" พ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์กล่าว

-จงรักชี้ 5 ประเด็น-ไม่ใช่ฆาตกรรม

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้ช่วยผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีการเสียชีวิตของนายห้างทอง กล่าวว่า คดีนี้ตนได้สอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานรวมทั้งสิ้น 67 ปาก มีทั้งพยานบุคคลและพยานทางนิติวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มีความเห็นว่านายห้างทองฆ่าตัวตายด้วยมูลเหตุหลายประการ และจากหลักฐานในที่เกิดเหตุไม่มีมูลเหตุการฆาตกรรม การตัดสินของศาลครั้งนี้ทำให้พนักงานสอบสวนที่ทำคดีรู้สึกสบายใจขึ้น และยืนยันว่าการทำงานของทีมนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจครั้งแรกทำอย่างดีที่สุด มีผู้เชี่ยวชาญและทำอย่างรอบคอบ เป็นองค์คณะสรุปได้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

พล.ต.ท.จงรักกล่าวว่า การสอบสวนที่ผ่านมาได้พิสูจน์ข้อสงสัย 5 ประเด็นจนเกิดความชัดเจนว่าไม่ใช่การฆาตกรรม ประเด็นที่ 1 กรณีที่สงสัยว่านายห้างทองถูกลวงหรือวางแผนเรียกตัวไปฆ่า จากการตรวจสอบการติดต่อทางโทรศัพท์ของผู้ตายย้อนหลังไป 24 ชั่วโมง พบว่าเป็นการติดต่อสื่อสารกับบุคคลคุ้นเคย และคุยกันเรื่องธุรกิจกับเรื่องส่วนตัว มิได้ปรากฏว่ามีการนัดหมายได้พบกับนายนพดล หรือกับบุคคลใดในที่เกิดเหตุ 2.กรณีนายห้างทองถูกทำให้หลับโดยไม่รู้ตัวหรือหมดสติด้วยการวางยาจนหมดสติ แล้วนำอาวุธปืนที่เห็นใส่มือข้างขวาให้ยิงตัวตายเอง ประเด็นนี้แพทย์สถาบันนิติเวชยืนยันว่าไม่พบสารพิษใดๆ ในร่างกายหรือเลือดของผู้ตาย ที่พบก็มีปริมาณเล็กน้อย ไม่อาจทำให้ร่างกายเกิดสภาวะง่วงซึม หรือสะลึมสะลือได้

-หลักฐานรอยเลือดชี้เป็นฆ่าตัว

พล.ต.ท.จงรักกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 3 กรณีที่นายห้างทองถูกคนร้ายใช้กำลังบังคับจับมือให้ถืออาวุธปืนยิงตัวเอง จะต้องมีการใช้กำลังและมีผู้ลงมือมากกว่า 1 คน การกระทำดังกล่าวจะต้องปรากฏร่องรอยการต่อสู้ขัดขืน และร่องรอยของคนอื่นๆ ในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้รอยของโลหิตที่ปรากฏบนหลังมือก็ชี้ให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการบังคับจับมือยิงตัวเอง ประเด็นที่ 4 กรณีคนร้ายได้ฆ่านายห้างทอง โดยใช้อาวุธปืนยิงจากที่อื่น แล้วนำศพพร้อมอาวุธปืนมาจัดวางในลักษณะที่พบเห็น ผู้ชำนาญยืนยันว่าในที่เกิดเหตุไม่มีร่อยรอยหรือหลักฐานการเคลื่อนย้ายศพผู้ตายจากที่อื่นมายังที่เกิดเหตุ รอยหยดเลือดและกองเลือดที่อยู่บนพื้นด้านล่างบริเวณศีรษะของผู้ตายแสดงให้เห็นว่าผู้ตายถึงแก่ความตายบนเก้าอี้ ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายจากที่อื่น

พล.ต.ท.จงรักกล่าวต่อว่า ประเด็นที่ 5 กรณีนายห้องทองถูกลอบยิงด้วยอาวุธปืนขณะที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ผู้ชำนาญยืนยันว่าลักษณะของบาดแผลปรากฏคราบเขม่าที่บริเวณขอบทางเข้ากะโหลกศีรษะ แสดงว่าการยิงต้องมีลักษณะกดปากกระบอกอาวุธชนิดติดผิวหนัง กรณีนี้นายห้างทองย่อมต้องรู้ตัวและหากมีการปิดป้องสภาพศพและลักษณะของบาดแผลจะไม่เป็นไปตามที่ปรากฏ ซึ่งจากประเด็นทั้ง 5 ประเด็นตนเองจึงเชื่อว่านายห้างทองฆ่าตัวตาย ไม่ได้ถูกฆาตกรรม สำหรับคดีนี้นายนพดลสามารถที่จะฟ้องกลับได้เพื่อเป็นการปกป้องสิทธิ์ หากรู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงมาเป็นระยะเวลานาน

-แพทยสภาเร่งสอบพรทิพย์

วันเดียวกัน น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีนายนพดลยื่นฟ้องพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์เกี่ยวกับจรรยาบรรณทางการแพทย์ ในการปฏิบัติหน้าที่นิติเวช ว่า แพทยสภาได้ตั้งคณะอนุกรรมการจริยธรรมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ แต่ที่ล่าช้าเนื่องมาจากต้องรอข้อสรุปของคณะอนุกรรมการราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์ ซึ่งในการพิจารณาจะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โดยดูเจตนาของพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์เป็นสำคัญว่าการกระทำดังกล่าวผิดจริยธรรมแพทย์หรือไม่ หากเป็นการให้ความเห็นโดยสุจริตก็ไม่ถือว่ามีความผิดอะไร เนื่องจากในการสรุปผลการตรวจสอบของพ.ญ.คุณหญิงพรทิพย์ระบุเพียงว่านายห้างทองเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรม ไม่ได้ชี้ว่าใครเป็นคนฆ่า รวมถึงความรู้ความสามารถด้านนิติวิทยา และจะนำคำพิพากษาของศาลมาประกอบการพิจารณาด้วย อย่างไรก็ตามจะให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่ายแน่นอน

"คณะอนุกรรมการราชวิทยาลัยพยาธิแพทย์คนหนึ่งต้องไปเป็นพยานในศาลในคดีดังกล่าว จึงไม่สามารถพิจารณาในส่วนจริยธรรมตามที่นายนพดลร้องเรียนได้ เนื่องจากจะไม่เป็นธรรมและเพื่อไม่ให้มีปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน จึงต้องมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นใหม่ ทำให้การพิจารณาล่าช้าออกไปอีก แต่เมื่อศาลพิพากษาเสร็จสิ้นแล้วก็จะพยายามเร่งรัดในการพิจารณาให้เร็วที่สุด" น.พ.สมศักดิ์กล่าว

ข่าวสด หน้า 1

458 อ่าน

บทความที่เกี่ยวข้อง

» ฟ้อง"พรทิพย์"เบิกความเท็จ นพดลให้สากวันวาเลนไทน์
โพสเมื่อ Feb 15,2007
» เปมิกาขอรอมชอม คดีชู้สาว หมอเผ่า โจทก์เรียก 10 ล้าน!
โพสเมื่อ May 23,2007
» เซ็ง-แพ้คดีที่ดินฉาว พระพยอมคว่ำบาตรราชการ
โพสเมื่อ Apr 03,2007
» 'ศาลฎีกา' พิพากษายืนประหาร! หมอวิสุทธิ์ฆ่าเมีย พญ.
โพสเมื่อ Jul 26,2007
» ยิง'ไฮโซ'สะท้านกรุง ดับ 1 เจ็บ 1 พบปมหนี้สินนุงนัง
โพสเมื่อ Jan 25,2007
ให้คะแนนกับบทความนี้?
(total 0 votes)

ความนิยมสูงสุด


ForWard Mail Member
สนใจรับ"ฟอร์เวริดเมลล์" เจ๋งๆ จากดีดีจังกรุ๊ป
ใส่ Email ด้านล่างแล้วคลิ๊กลิ้งค์
ในอีเมลล์ที่ระบบส่งให้อีกครั้ง