หลังจากที่ คตส.มีคำสั่งอายัดเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา รวมถึงเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปไปแล้ว 2 ครั้ง แต่วงเงินที่อายัดทั้งหมดก็ยังไม่ครบ 7.3 หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการยักย้ายถ่ายเทเงินบางส่วนออกไปก่อนหน้านี้แล้วนั้น ล่าสุด คตส.ได้มีคำสั่งอายัดเงินเพิ่มอีก 4,957 ล้านบาท ที่ถูกโยกออกจากบัญชีของ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ลูกสาว พ.ต.ท.ทักษิณ
คตส.อายัดเงินที่ออกจาก “พิณทองทา”
เมื่อเวลา 10.30 น. วานนี้ (20 มิ.ย.) ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีการประชุม คตส.นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาข้อเสนอให้อายัดทรัพย์เพิ่มเติมนอกเหนือจากบัญชีเงินฝาก 28 บัญชีที่ คตส.มีคำสั่งอายัดไปก่อนหน้านี้แล้ว 2 ครั้ง ตามที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามทรัพย์สินของบุคคลที่ คตส.มีคำสั่งอายัด ที่มีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เป็นประธาน เสนอมาให้ พิจารณา ภายหลังการหารือเกือบ 3 ชั่วโมง นายสัก กอแสงเรือง โฆษก คตส. แถลงว่า คณะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามทรัพย์สินฯได้รายงานผลการติดตามการอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของตระกูลชินวัตร และ ดามาพงศ์ คตส.สั่งอายัดไปครั้งแรก 21 บัญชีวงเงิน 7.3 หมื่นล้านบาท และพบว่าเงินถูกโยกออกไป 2.1 หมื่นล้านบาท โดยพบว่าเงินดังกล่าวมีการยักย้ายถ่ายโอนไปยังบัญชีอื่น จึงต้องตามไปอายัดบัญชีและเช็คธนาคารต่างๆเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวออกจากบัญชีของ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร หรือน้องเอม บุตรสาวของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 หมื่นกว่าล้านบาท โดยในครั้งแรก คตส.ได้อายัดไว้ 1.5 หมื่นล้านบาทแล้ว ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้อายัดเพิ่มอีก 4,957 ล้านบาท จำนวน 8 รายการคือ 6 บัญชีธนาคาร และอีก 2 เช็คธนาคาร
8 รายการ-ยอดรวม 4.9 พันล้านบาท
นายสักกล่าวว่า 8 รายการที่ถูกอายัดครั้งนี้ประกอบด้วย 1. ธนาคารธนชาติ สาขารัชดาภิเษก บัญชีเลขที่ 014-2-03355-3 ชื่อบัญชีบริษัท เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด 2. ธนาคารธนชาติ สาขารัชดาภิเษก เลขที่บัญชี 014-2-00333-1 ชื่อบัญชีบริษัทเอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด ยอดเงินตามรายการที่ 1 และ 2 รวมกันมีทั้งสิ้น 13 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 3. ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ บัญชีเลขที่ 127-0-82135-6 ชื่อบัญชีบริษัทเอสซีเค เอสเทค จำกัด วงเงิน 2 พันล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 4. ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ บัญชีเลขที่ 127-0-73845-1 ชื่อบัญชีมูลนิธิไทยคม ยอดเงิน 200 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 5. ธนาคารกรุงเทพ สาขาซอยอารีย์ เลขที่บัญชี 127-4-32087-6 ชื่อบัญชีบริษัทโอเอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด วงเงิน 430 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 6. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสะพานควาย บัญชีเลขที่ 013-1-25266-4 ชื่อบัญชีบริษัทพีที คอร์ปอเรชั่น จำกัด วงเงิน 1.3 พันล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7. เช็คธนาคารธนชาติ เลขที่ 1340368 สั่งจ่ายบริษัทเอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด ยอดเงิน 986,417,808.22 บาท พร้อมดอกเบี้ย 8. เช็คธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน เลขที่ 2006062 สั่งจ่าย TOSCANA VALLEY COMPANY LIMITED วงเงิน 27,227,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย
เผยมี 3 บัญชีโยงเอสซีแอสเสท
นายสักกล่าวว่า การอายัดดังกล่าวพบว่ามี 3 บัญชีที่เชื่อมโยงกับกลุ่มบริษัทเอสซี แอสเสท ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สั่งดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ส่วนบัญชีของนายพานทองแท้ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่ามีการเคลื่อนไหวอีกหรือไม่ หากพบความเคลื่อนไหวจะแถลงให้ทราบอีกครั้ง
ปัดข้อหารังแกเด็ก
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการอายัดทรัพย์สินของรัฐมนตรีคนอื่นที่เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ นายสักตอบว่า “อนุกรรมการไต่สวนแต่ละชุดต้องดำเนินการตรวจสอบและหาหลักฐาน หากพบข้อมูลพยานหลักฐานก็จะนำมาพิจารณาร่วมกัน ถ้ามีประเด็นที่อายัดทรัพย์สินได้ก็จะดำเนินการด้วย โดยจะใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการพิจารณาอายัดทรัพย์ที่ผ่านมาของ คตส.”
เมื่อถามว่า การอายัดบัญชีของมูลนิธิไทยคมจะถูกกล่าวหาว่ารังแกเด็กหรือไม่ นายสักตอบว่า คตส.เลือกปฏิบัติไม่ได้ เพราะหากมีข้อมูลของการเคลื่อนย้ายเงิน ที่เกี่ยวข้องกับบัญชีของบุคคลที่ คตส.ได้อายัดไว้ ก็ต้องถูกอายัดด้วย แต่เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง หรือเจ้าของบัญชีต้องมาพิสูจน์ทรัพย์
ย้อน “ทักษิณ” มีเงินเหลืออีกเพียบ
นายสักยังกล่าวถึงกรณีที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่าการอายัดทรัพย์เป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ไม่เป็นธรรม จงใจกลั่นแกล้งไม่ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเหลือเงินใช้ว่า การอายัดทรัพย์ครั้งนี้อยู่บนพื้นฐานการประพฤติมิชอบ ร่ำรวยผิดปกติ และได้ทรัพย์สิน มาโดยไม่สมควร คตส.ใช้อำนาจตามกฎหมาย จึงอยากถามว่าโหดเหี้ยมตรงไหน เพราะ คตส.ไม่ได้อายัดทรัพย์สินอื่นที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ ทุนตราสารหนี้ และทุนตราสารการลงทุน แต่อายัดเฉพาะบัญชีที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ทั้งยังพบว่าตัวเลขเงินปันผลของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ที่ได้รับในระหว่างปี 2546-2548 จากบริษัทชินคอร์ปรวม 6 ครั้ง และบริษัทแอมเพิล ริช เป็นเงินปันผลรวมเงินสุทธิหลังหักภาษีจำนวน 7,359 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีข่าวการขายบริษัทในเครือต่างๆอีก เช่น รับเงินปันผลจากบริษัทเอไอเอส รวม 3 ครั้ง จำนวน 17,584.4 ล้านบาท จึงอยากถามว่าเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณยังจะเหลือใช้ อีกหรือไม่
เผย “พจมาน” ย่องแลกเงิน 500 ล้าน
หลังจากนั้น คุณหญิงจารุวรรณได้เรียกประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามทรัพย์ฯเพื่อเกาะรอยทรัพย์สินที่ถูกยักย้ายถ่ายเทไปก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าบุคคลที่จะอายัดทรัพย์สินเพิ่มอีกคือนางบุษบา ดามาพงศ์ ภรรยานายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ แต่เอกสารบางอย่างยังได้มาไม่ครบถ้วน ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามทรัพย์ฯได้ติดตามเส้นทางการเงินที่หายไปเกือบครบแล้ว เหลือเพียง 863.90 ล้านบาท ที่ยังไม่สามารถหาเส้นทางการเงินได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่คณะอนุกรรมการตรวจสอบติดตามทรัพย์ฯกำลังประชุมอยู่นั้น มีธนาคารแห่งหนึ่งได้โทรศัพท์เข้ามารายงานว่า คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ได้ส่งตัวแทนนำพันธบัตรตราสารมาขอเบิกเงินสด 500 ล้านบาท คณะอนุกรรมการจึงแนะนำธนาคารว่าไม่ให้ เบิกเงินสด แต่ให้ออกเป็นเช็คแทน เมื่อตัวแทนของคุณหญิงพจมานทราบเรื่อง จึงยกเลิกการทำธุรกรรมดังกล่าวทันที
แจกสมุดปกเหลืองประจานขยายผล
นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการ คตส. รับผิดชอบการจัดทำสมุดปกเหลืองกรณี คตส.อายัดทรัพย์บัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร และเครือญาติที่ได้เงินจากการขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเสก เปิดเผยว่า ต้นฉบับของหนังสือปกเหลืองดังกล่าวจะแล้วเสร็จในสัปดาห์หน้าและจะเข้าโรงพิมพ์ทันที เบื้องต้นจะจัดพิมพ์แจกจ่ายทั่วประเทศมากกว่าแสนเล่ม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการ คตส.ได้รับการติดต่อ จาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธาน คมช.ว่า จะนำสมุดปกเหลืองดังกล่าวไปให้กองทัพบกเพื่อส่งไปยังกองทัพภาคทั้ง 4 ภาค นำไปแจกจ่ายประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะตามห้องสมุดของสถาบันการศึกษาและสถานที่ราชการทุกแห่ง โดย คมช.อาจจะนำหนังสือปกเหลืองของ คตส.ไปแจกจ่าย พร้อมกับคำสรุปผลคดียุบพรรคของตุลาการรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย
สืบพยานโจทก์คดีเลี่ยงภาษีโอนหุ้น
อีกด้านหนึ่ง ที่ศาลอาญา ศาลนัดสืบพยานโจทก์ในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ร่วมกันเป็นจำเลยฐานหลีกเลี่ยงการชำระภาษีการโอนหุ้นบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์แอนด์คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) นัดนี้โจทก์นำพยานเบิกความ 3 ปากคือ น.ส. ชลิตา เตชะเสน จากตลาดหลักทรัพย์ เบิกความเกี่ยวกับเอกสารรับรองการโอนหุ้นที่นายบรรณพจน์โอนหุ้นผ่านบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ภัทร นางวณี วัฒนเสถียร ผอ.สำนักตรวจภาษี กรมสรรพากร เบิกความว่ากรมสรรพากรมีคำสั่งให้ตรวจสอบการชำระภาษีของกลุ่มนายบรรณพจน์ แล้วส่งให้ คตส.ตรวจสอบ พบว่าการแสดงแบบชำระภาษีของกลุ่มนายบรรณพจน์ในรอบปีภาษี 2540 ไม่ถูกต้อง ไม่มีการนำรายได้จากการโอนหุ้น 4.5 ล้านหุ้นมาคำนวณ ขณะที่นายวุฒิโรจน์ แสงอาทิตย์ ผอ.กองการเจ้าหน้าที่ กรมสรรพากร เบิกความว่ามีการสอบสวนอดีตผู้บริหารของกรมสรรพากรที่มีพฤติการณ์ช่วยเหลือกลุ่มจำเลย ในการหลีกเลี่ยงภาษี ทั้งนี้ ศาลนัดสืบพยานนัดหน้าในวันที่ 22 มิ.ย.
อัยการพร้อมส่งสำนวนฟ้องที่ดินรัชดา
นายเศกสรร บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวถึงการยื่นฟ้องคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษกว่า ตามกำหนดนัดในวันที่ 21 มิ.ย. เวลา 10.00 น. ตนและคณะจะนำสำนวนคำฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองกระทำผิดกฎหมาย ป.ป.ช.มาตรา 100 และมาตรา 122 รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 152 ประกอบมาตรา 83 ไปยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยจะนำพยานหลักฐานจำนวน 9 แฟ้มที่ คตส.สรุปเรื่องชี้มูลความผิด พร้อมบัญชีพยานบุคคล พยานเอกสาร ไปยื่นให้กับศาล นอกจากนี้ ท้ายคำฟ้องอัยการจะขอให้ศาลมีคำสั่งยึดที่ดินดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดินด้วย
ศาลเตรียมเลือกองค์คณะพิพากษา
ด้านนายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กล่าวถึงขั้นตอนการรับฟ้องคดีว่า หลังจากอัยการยื่นฟ้องแล้ว แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะรับสำนวนคำฟ้องไว้เพื่อลงเลขคดีไว้ในสารบบความเท่านั้น ยังจะไม่มีคำสั่งว่าให้ประทับรับฟ้องคดีไว้พิพากษาหรือไม่ เพราะเมื่อมีการยื่นฟ้องคดีแล้วจะต้องนำสำนวนคำฟ้องเสนอให้นายประพันธ์ ทรัพย์แสง ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อรับทราบ และเสนอเรื่องให้ประธานศาลฎีกามีคำสั่งเรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อคัดเลือกผู้พิพากษา 9 คนเป็นองค์คณะผู้พิพากษาคดี ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้คัดเลือกองค์คณะโดยเร็ว ไม่เกิน 14 วันนับแต่วันยื่นฟ้อง ทั้งนี้ หากไม่มีข้อผิดพลาดใดคาดว่าจะมีการประชุมใหญ่ผู้พิพากษาศาลฎีกาเพื่อเลือกองค์คณะได้ในวันที่ 22 มิ.ย. ซึ่งหลังจากที่ประชุมใหญ่คัดเลือกองค์คณะได้ครบ 9 คนแล้ว องค์คณะจะเรียกประชุมเลือกผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนต่อไป เพื่อพิจารณาสำนวนคำฟ้องว่าศาลจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องคดีไว้พิพากษาได้หรือไม่
ดีเอสไอเชื่อ “ทักษิณ” ไม่กลับไทย
ส่วนกรณีซุกหุ้นภาค 2 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษสรุปผลสอบข้อเท็จจริงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ทำนิติกรรมอำพรางการถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นั้นนายสุนัย มโนมัยอุดม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ดีเอสไอยังไม่ได้รับการติดต่อจาก พ.ต.ท.ทักษิณและผู้ถูกกล่าวหาอีก 3 ราย หากครบกำหนดนัดแจ้งข้อกล่าวหาแล้วผู้ถูกกล่าวหายังไม่เข้าพบพนักงานสอบสวน ก็ต้องออกหมายเรียกอีกครั้ง ส่วนกรณีที่คุณหญิงพจมานเลื่อนเข้าพบ คตส.โดยระบุมีอาการหัวใจสั่นนั้น ต้องรอผลการพิจารณาของ คตส.ว่าจะรับฟังคำอ้างหรือไม่ ดีเอสไอคงดำเนินการตามมติของ คตส. จะได้ไม่สวนทางกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าบริษัทเอสซี แอสเสท นางบุษบา ดามาพงศ์ และคุณหญิงพจมาน จะเข้าพบพนักงานสอบสวนแต่คงเลื่อนเวลาไปก่อน ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณคาดว่าคงไม่ กลับประเทศไทยเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาของดีเอสไอ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณถูกแจ้งข้อกล่าวหาพอสมควรในเวลานี้ ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าจะให้เวลาและให้ความเป็นธรรมกับทุกคน รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ขอให้หาพยานหลักฐานมาชี้แจง รวมทั้งให้ประกันตัว ส่วนเรื่องความปลอดภัยเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ขู่ขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า หากอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องตามสำนวนของพนักงานสอบสวน แม้ยังไม่ได้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ พนักงานอัยการจะแจ้งให้ ดีเอสไอไปตามจับตัวผู้ถูกกล่าวหา หากผู้ถูกกล่าวหาอยู่ ต่างประเทศ จะใช้วิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เว้นแต่ประเทศดังกล่าวไม่มีสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกับทางการไทยจะไม่สามารถใช้ช่องทางดังกล่าวได้ สำหรับกรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณขณะนี้อยู่ในประเทศอังกฤษ หากทางการไทยประสานอังกฤษให้ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมา แต่คาดว่า พ.ต.ท.ทักษิณอาจยื่นอุทธรณ์คำสั่งส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อศาลอังกฤษ เหมือนกรณีนายราเกซ สักเสนา ผู้ต้องหาคดียักยอกเงินธนาคารบีบีซี ซึ่งหลบหนีไปอยู่ในประเทศแคนาดา และคดีพิจารณาใช้เวลานานหลายปีแล้ว อย่างไร ก็ตาม ขณะนี้ประเทศไทยมีการแก้กฎหมายยกเลิกอายุความคดีทุจริต คาดว่าไม่มีผลกระทบต่อรูปคดี
โวลั่นหลักฐานแน่นเอาผิดได้แน่
นายสุนัยกล่าวอีกว่า มั่นใจว่าพยานหลักฐานในสำนวนที่มีอยู่ทั้งหมดหากเสนอไปยังศาล โดยฝ่ายผู้ต้องหาไม่มาแก้ตัว ศาลลงโทษแน่นอน เพราะในชั้นสอบสวนมีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนฝีมือดี รับผิดชอบร่วมกับอัยการ และมีเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.เป็นที่ปรึกษา พิจารณาพยานหลักฐานอย่างรัดกุม รอบคอบ ถูกต้อง ส่วนใหญ่เป็นพยานเอกสารและพยานแวดล้อมที่นำมายืนยันพฤติการณ์ ชี้เจตนาของการกระทำว่าส่อไปทางไหน ถ้าคดีเข้าสู่ศาลดีเอสไอจะนำเสนอข้อมูลอย่างละเอียดตั้งแต่ต้น โดยจัดทำในรูปแบบพาวเวอร์พอยต์ เพื่อให้ศาลเข้าใจภาพรวมได้ง่าย เพราะคดีลักษณะนี้ถ้าไม่ใช่คนในแวดวงธุรกิจจะเข้าใจยาก
ป.ป.ช.ตั้งแท่นรอฟันดาบสอง
น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า คาดว่าในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันที่ 21 มิ.ย.นี้ จะมีการพิจารณากรณีที่ดีเอสไอจะส่งหลักฐานการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีการไม่แจ้งการถือครองหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท โดยขณะนี้ ป.ป.ช.กำลังรอการประสานจากดีเอสไอเกี่ยวกับหลักฐานต่างๆในคดี
นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ความจริง ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบหลักฐานในเรื่องนี้อยู่แล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ถือครองหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท จริงหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการให้ บุคคลอื่นถือหุ้นแทนจริง ก็เข้าข่ายการแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หากดีเอสไอส่งหลักฐานมาเมื่อใด จะนำไปรวมกับข้อมูลที่ ป.ป.ช.ตรวจสอบไว้อยู่แล้วเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
ต่อรองดีเอสไอบินไปสอบ “ทักษิณ”
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับทีมทนายความ ถึงกรณีที่ดีเอสไอออกหมาย เรียก พ.ต.ท.ทักษิณเข้ารับทราบข้อกล่าวหาการปกปิดการ ถือหุ้นบริษัทเอสซี แอสเสท ว่า ทีมทนายกำลังประเมินสถานการณ์ ว่า ควรให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมาใน ช่วงนี้หรือไม่ เพราะเป็นห่วงและไม่มั่นใจว่าการมาให้ ปากคำที่เมืองไทยจะปลอดภัยจริงตามที่หลายฝ่ายการันตี เพราะกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในมือของเผด็จการย่อมจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ได้ แต่ที่สำคัญคือต้องรอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ตัดสินใจ แต่การประเมินจากทีมทนายไม่แน่ใจว่า การขีดเส้นตาย โดยใช้กลไกของรัฐเข้ามาบีบให้ต้องเดินทาง กลับเข้าประเทศในช่วงเวลาที่กำหนด เป็นการวางหมากไว้ ล่วงหน้าหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้หลายฝ่ายออกมา บอกว่ายังไม่ต้องการให้กลับ เพราะเกรงว่าจะไม่ปลอดภัย แต่หลังจากที่ คตส.มีมติอายัดทรัพย์ กลับเปลี่ยนคำพูด แม้แต่นายกรัฐมนตรียังออกมารับรองว่ากลับมาแล้วจะปลอดภัย ทางทีมทนายจึงเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ควรเดินทางกลับ แต่เปลี่ยนให้ดีเอสไอเดินทางไปสอบปากคำ พ.ต.ท.ทักษิณที่ต่างประเทศแทน ตามแนวคิดของ คตส.ที่เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้ว่าให้ไปสอบสวนที่ต่างประเทศ
“สพรั่ง” โต้ข้อหา คมช.แทรกแซงคดี
ที่หอประชุมกองทัพบก พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินการในคดีต่างๆที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ระบุว่าการทำงานของ คมช. กำลังใกล้สู่ความสำเร็จว่า ข้อความนี้มาจากตอนที่ พล.อ. สนธิไปบรรยายเกี่ยวกับบทบาทของ คมช. แต่เมื่อปรากฏตามสื่อแล้วทำให้หลายคนเข้าใจว่า คมช.เข้าไปสั่งหรือแทรกแซงองค์กรอิสระ ตนอยากชี้แจงว่าสิ่งที่ คมช. มองสถานการณ์ไม่ได้ควบคุม หรือก้าวก่าย หรือไปสั่งการ ตามที่ฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่า คมช.ปักธงไว้ก่อน ขอยืนยันว่าไม่มีใครไปบังคับไปแทรกแซง เพียงแต่บอกว่าสถานการณ์ที่ผ่านมานั้น การดำเนินการขององค์กรต่างๆที่ต้องทำตามหน้าที่ได้บรรลุผลตามภารกิจ เป็นการเท้าความและเล่าเรื่องให้ฟัง ให้เกิดความมั่นใจและความสบายใจว่าสถานการณ์ต่อไปสู่ภาวะสงบสุขและเรียบร้อย ยืนยันว่าความในใจมีแค่นี้ พล.อ.สนธิไม่ได้ไปสั่ง แต่การบรรยายอาจเป็นการรวบรัดคำพูด
เปิดทาง “ทักษิณ” กลับไทย
ผู้สื่อข่าวถามว่า การกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะสามารถกลับมาได้ตามที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ได้เปิดโอกาสให้กลับมาต่อสู้คดีหรือไม่ พล.อ.สพรั่งตอบว่า ทุกคนคงได้ดูการสัมภาษณ์นายนพดล ปัทมะ ตัวแทนของ พ.ต.ท. ทักษิณ และเป็นทนายความชั้นดี ได้บอกแล้วว่า พ.ต.ท. ทักษิณคงไม่เดินทางกลับมา
เมื่อถามว่าหาก พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมาจะดูแลอย่างไร พล.อ.สพรั่งตอบว่า นายกฯและประธาน คมช.กล่าวไปแล้วคือให้ความเสมอภาคในการดูแลความปลอดภัย อาจจะมีมือที่สามที่ต้องการทำให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย เราจะดูแลความปลอดภัยเต็มขีดความสามารถ หากมีมือที่สาม
เมื่อถามว่า สรุปว่าขณะนี้ คมช.ปิดประตูการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า “ใครปิด ไม่ต้องปิด เปิดไว้เลย ส่วนจะกลับหรือไม่กลับนั้นเป็นเรื่องของท่าน”
แต่ไม่จัดบอดี้การ์ดคุ้มครองพิเศษ
ต่อข้อถามว่า คมช.จะดูแลความปลอดภัยของ พ.ต.ท.ทักษิณในลักษณะใด พล.อ.สพรั่งกล่าวว่า การดูแลหมายถึงเราไม่ได้มีเจตนาเป็นอย่างอื่น จะไปอธิบายความว่าเวลา พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางจะมีบอดี้การ์ดกี่คน เราไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่การดูแลคือการดูแลจริงๆ ไม่ได้มีความหมายที่คุกคามในลักษณะควบคุมจำกัดอิสระเสรีภาพ เพื่อเป็นการยืนยันว่ารัฐบาล เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ คมช. ต้องปฏิบัติให้เสมอภาค ซึ่งจะดูแลในภาพรวม นโยบายคือให้ พ.ต.ท.ทักษิณทราบว่าเรารู้สึกอย่างไรที่ท่านกลับมา ซึ่งเรื่องที่ท่านระแวงว่า คมช.จะเข้าไปคุกคามนั้น ไม่มี
“สนธิ” ยันไม่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ในฐานะ ผอ.รมน. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ครม. ให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องผ่านไปที่ สนช. ไม่ทราบว่าจะใช้เวลาพิจารณานานเท่าไหร่ แต่ต้องแยกกันระหว่างเรื่องความมั่นคงที่กำลังเกิดอยู่ในขณะนี้ กับปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ที่มี พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และกฎอัยการศึกอยู่แล้ว ส่วนในพื้นที่ กทม.เราก็ให้ดำเนินการไปได้ตามกรอบของความถูกต้อง ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวอาจจะเหนือกว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เล็กกว่ากฎอัยการศึก เมื่อถามว่ามีความห่วงใยการให้อำนาจ ผอ.รมน.ในการออกคำสั่งต่างๆที่อาจกระทบสิทธิมนุษยชน พล.อ.สนธิกล่าวว่า เราต้องนึกผลประโยชน์ ของชาติบ้านเมืองเป็นหลัก เรื่องอื่นไว้ทีหลัง ส่วนที่มองว่าจะให้อำนาจ ผอ.รมน.มากเกินไปนั้น ไม่ใช่ว่ามีกฎหมายนี้แล้ว ผอ.รมน.จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ คงไม่ได้ จะต้องทำไปภายใต้กรอบของคณะกรรมการใหญ่ ซึ่งมีนายกฯ และคณะทำงานอยู่ข้างบน
แต่งตั้ง “เสรีพิศุทธ์” เป็นสมาชิก คมช.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ พล.อ.สนธิได้ลงนามแต่งตั้ง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส รักษาการ ผบ.ตร. เป็นสมาชิก คมช. โดยอาศัยความตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 34 วรรค 2 ที่ประธาน คมช.สามารถแต่งตั้งสมาชิก คมช.เพิ่มได้ไม่เกิน 15 คน
ผู้สื่อข่าวงานด้วยว่า พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ เสธ.ไอซ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก ได้เดินทางมารายงานตัวที่สำนักงานเลขานุการ ทบ. และนั่งทำงานที่ห้องทำงานผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ บริเวณชั้น 3 อาคาร 2 กองบัญชาการกองทัพบก หลังจากที่ พล.อ.โสภณ ศีลพิพัฒน์ ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ติดต่อให้เข้ามานั่งทำงานทุกวัน โดยก่อนหน้านี้มีการรายงานจากหน่วยข่าวของตำรวจว่ามีชื่อ พล.อ.ไตรรงค์เข้าไปพัวพันกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.)
ไทยรัฐ [21 มิ.ย. 50 - 04:27]