กรณีที่ ครม.มีมติให้แก้ไขประกาศ คปค.ฉบับที่ 15 โดยในส่วนของการกระทำกิจกรรมของพรรคการเมืองนั้นสามารถทำได้ทันทีตามมติ ครม. แต่ในส่วนของการจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้น ต้องเสนอเป็นร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นายกรัฐมนตรีประกาศจะประสานให้ สนช.เร่งพิจารณา 3 วาระรวด และทำให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์นั้น ปรากฏว่าโอกาสที่ร่างกฎหมายดังกล่าว จะผ่านได้ตามเป้าเวลาที่กำหนดไว้คงเป็นไปได้ยาก โดย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิก สนช. ได้ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเร่งรัดการพิจารณา ประกอบกับในช่วงวันที่ 11-30 มิ.ย.นี้ จะไม่มีการประชุม สนช.
“ประสงค์” เมินเร่งแก้ประกาศ คปค.
เมื่อเวลา 09.00 น. วานนี้ (6 มิ.ย.) ที่รัฐสภา น.ต. ประสงค์ สุ่นศิริ สมาชิก สนช. และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงมติ ครม.ที่จะออก พ.ร.บ.แก้ไขประกาศ คปค. ฉบับที่ 15 ว่า หากรัฐบาลเสนอเข้ามาให้ สนช.พิจารณาจริง คงต้องดูก่อนว่าจะสามารถดำเนินการได้ 3 วาระรวดหรือไม่ แต่คิดว่ากรอบระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ที่รัฐบาลคาดหวังนั้น น่าจะกระชั้นชิดเกินไป นอกจากนี้ อยากฝากถึงนักการเมืองว่า ขอให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายใต้กฎหมาย ไม่กระทบความมั่นคงของบ้านเมือง โดยเฉพาะการร่างรัฐธรรมนูญ พรรคการเมืองควรพูดถึงสาระของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ไม่ใช่พูดแค่ผลกระทบของรัฐธรรมนูญที่มีต่อพรรคเท่านั้น เพราะอาจจะกระทบต่อการทำประชามติและการเลือกตั้งได้ สำหรับผู้ที่ไม่มีสิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ เพราะถูกตัดสิทธิทางการเมืองนั้น ควรเคารพในกติกา และขอให้ใจเย็นรอคอยรัฐบาลใหม่
เผย 11-30 มิ.ย.ไม่มีประชุม สนช.
นางสดศรี สัตยธรรม กกต. และ ส.ส.ร. กล่าวถึงกรณีที่ ครม.มีมติอนุญาตให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ว่า กกต.จะหารือกันเพื่อวางกรอบการดำเนินกิจกรรมต่างๆของพรรคการเมือง ส่วนกรณีการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่นั้น คงต้องรอให้มี พ.ร.บ.แก้ไขประกาศ คปค.ฉบับที่ 15 เสียก่อน อาจใช้เวลาพอสมควร เนื่องจากตั้งแต่วันที่ 11-30 มิ.ย.นี้ จะไม่มีการประชุม สนช. เพราะ สนช.เสียสละห้องประชุมสภาให้กับ ส.ส.ร. เพื่อใช้พิจารณาแปรญัตติร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม กกต. จะเรียกประชุมพรรคการเมืองเพื่อเตรียมความพร้อมในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องฐานข้อมูลของพรรคการเมืองต่างๆที่ยังไม่ชัดเจน
“สดศรี” กล่อมเด็ก ทรท.ย้ายพรรค
ผู้สื่อข่าวถามว่า วิเคราะห์ว่าแนวโน้มสถานการณ์ ทางการเมืองจะเป็นอย่างไร เพราะดูเหมือนหนทางของอดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยเหลือน้อย นางสดศรีตอบว่า อดีตกรรมการบริหารพรรคต้องถูกตัดสิทธิทาง การเมือง 5 ปี เป็นไปตามคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ส่วนแนวคิดของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสนช. ที่ระบุว่าการยกเลิกประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 จะมีผลต่ออดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ไม่ต้องรับโทษถูกตัดสิทธิทางการเมืองอีกนั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องมีขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอน ต้องใช้เวลา ดังนั้น เท่ากับว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ยังคงติดล็อก เมื่อถามว่า อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทยที่เหลือจะเหลือเพียงหนทางเดียวคือต้องไปรวมกับพรรคอื่น จึงจะลงสมัครรับเลือกตั้งได้ใช่หรือไม่ นางสดศรีตอบว่า ใช่ หากไปรวมกับพรรคอื่นที่มีอยู่แล้วก็ทำได้ จะทำให้ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองต่อไปได้
“สนธิ” ยัน คมช.ไม่ตั้งพรรคทหาร
เมื่อเวลา 11.00 น. วันเดียวกัน พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. และประธาน คมช. ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบ พล.อ.บุญรอด สมทัศน์ รมว.กลาโหม ว่า ได้คุยถึงเรื่องสมัยเด็ก เพราะมีลูกน้องสมัยที่ร้อยตรีอยู่ด้วยกันเอาของมาให้ ก็เลยเอามาให้ พล.อ.บุญรอดดู ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการพูดคุยถึงสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มม็อบต่างๆหรือไม่ อย่างไร พล.อ.สนธิตอบว่า ไม่ได้คุยกัน แต่ได้บอก พล.อ.บุญรอดว่า ขอให้สบายใจ คมช.ทำเต็มที่ ไม่ต้องเป็นห่วง
ต่อข้อถามว่า เป็นห่วงหรือไม่ขณะนี้ คมช.ถูกโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งพรรคการ เมือง พล.อ.สนธิกล่าวว่า ไม่ห่วง เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เมื่อถามว่า แสดงว่าในส่วนของ คมช.ไม่ได้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง พล.อ.สนธิกล่าวว่า โอ๊ย...ทำได้ไง พูดไปหลายทีแล้ว
“วินัย” โวยสื่อโยงชื่อเอี่ยวกลุ่มรักชาติ
พล.อ.วินัย ภัททิยกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม และเลขาธิการ คมช. ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ที่เป็นนอมินีของ คมช.ว่า ไม่ห่วงอะไรกับเรื่องนี้ แต่ที่ห่วงคือมีสื่อบางคนเอาชื่อตนไปเขียน โดยปราศจากข้อมูลอันเป็นจริง ไม่ทราบว่าไปเอาข่าวมาจากไหน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่มีแนวคิดในการตั้งพรรคการ เมืองตามที่เป็นข่าวออกมาใช่หรือไม่ พล.อ.วินัยกล่าวว่า “หลายเรื่องที่รายงานก็ปราศจากข้อมูลข้อเท็จจริง เอาชื่อผมเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยที่ตัวผมเองไม่เคยได้รับทราบ” เมื่อถามถึงเรื่องของกลุ่มรักชาติที่มีชื่อของ พล.อ.วินัยไปเกี่ยวข้องด้วย พล.อ.วินัยตอบว่า ไม่มี เรื่องกลุ่มรักชาติก็เพิ่งได้ยินจากสื่อนี่แหละ
“จาตุรนต์” โวย คมช.สกัดกั้น ทรท.
ด้านความเคลื่อนไหวของนักการเมืองสังกัดต่างๆนั้น นายจาตุรนต์ ฉายแสง หัวหน้ากลุ่มไทยรักไทย แถลงว่า สืบเนื่องจากกรณีที่ ครม.มีมติแก้ไขประกาศ คปค.ฉบับที่ 15 เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้นั้น ทำให้ประชาชนพอจะเข้าใจได้ว่า ที่ผ่านมา มีการห้ามพรรค การเมืองดำเนินกิจกรรมเพราะอะไร เนื่องจากในระหว่างนั้นยังมีพรรคไทยรักไทยอยู่ แต่เมื่อพรรคถูกยุบไปแล้วจึงมีการอนุญาตให้พรรคการเมืองเคลื่อนไหวได้ วันนี้เราต้องมาทบทวนปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะข้ออ้างของรัฐบาล และ คมช. ที่ตอนแรกบอกว่ารัฐบาลที่แล้วเร่งรัดให้มีการเลือกตั้งมากเกินไป ต่อมามีการบอยคอตและนำไปสู่การเลือกตั้งโมฆะ สุดท้ายจึงมีการยึดอำนาจ ซึ่งข้ออ้างในการยึดอำนาจมักระบุถึงความไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม เลือกตั้งไปพรรคไทยรักไทยก็ได้อยู่ดี แต่สรุปแล้ววันนี้สภาพการเมืองไม่ได้แก้ปัญหาตามที่เคยตั้งโจทย์ไว้ กำลังจะมีเพียงเฉพาะพรรคฝ่ายค้านเดิมเท่านั้นที่สามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ และอาจจะมีเพียงพรรคเหล่านี้ที่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง กลายเป็นว่าผู้มีอำนาจต้องการกำหนดให้ใครเป็น รัฐบาลก็ได้ เดิมทีมีความคิดที่จะกันพรรคไทยรักไทยให้ไปเป็นฝ่ายค้าน แต่วันนี้เชื่อว่ามีความพยายามยิ่งกว่านั้นคือ จะไม่ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเลย ตรงนี้ถือเป็นการสืบทอดอำนาจรูปแบบหนึ่ง
หวั่นจัดตั้งพรรคใหม่ไม่ทัน
นายจาตุรนต์กล่าวว่า กลุ่มไทยรักไทยได้จัดทำแบบฟอร์มสนับสนุนการจัดตั้งพรรคการเมือง เปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ไม่ใช่คิดประโยชน์แค่เฉพาะไทยรักไทยเท่านั้น แต่ต้องรีบแก้กฎหมายให้ประชาชนมีสิทธิตั้งพรรคได้ ไม่ใช่ปล่อยให้มีการเลือกตั้งเฉพาะพรรคที่มีอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ถ้ายังพยายามทำให้เรื่องนี้ล่าช้าออกไป นั่นหมายความว่ากำลังพยายามขจัดทำลายผู้ที่ไม่ เห็นด้วยกับ คมช. โดยเฉพาะผู้ที่เคยอยู่กับพรรคไทยรักไทย สำหรับการจัดตั้งพรรคใหม่นั้น เราได้เตรียมข้อมูลเอกสารและชื่อพรรคไว้พร้อมแล้ว แต่อาจจะติดเรื่องการชำระบัญชี ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ายุ่งยากหรือใช้เวลานานถึง 6 เดือนตามที่พูดกัน และถ้าไม่ร่นเวลาเลือกตั้งเร็วเกินไป เชื่อว่าน่าจะตั้งพรรคได้ทัน อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มว่าจะล่าช้าในขั้นตอนของ สนช. และในส่วนของ กกต.
แฉผู้มีอำนาจแอบดูดอดีต ส.ส.
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ขณะนี้มีความพยายามจากกลุ่มการเมืองที่จะดึงอดีต ส.ส.ให้ออกไปจากไทยรักไทยเยอะๆ แต่ยังไม่มีใครตัดสินใจไปร่วม เข้าใจว่ามาจากหลายทาง เข้าใจคือกลุ่มผู้ที่มีอำนาจที่ต้องการกวาดล้างไทยรักไทยให้สิ้นซาก ผู้สื่อข่าวถามว่า คาดหวังกับ สนช. เพียงใด ที่จะดำเนินการให้มีการจดทะเบียนจัดตั้งพรรค การเมืองก่อนการเลือกตั้ง นายจาตุรนต์ตอบว่า ถ้ามีการขัดขวางการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ถือว่าไม่ประสงค์ดีกับระบอบประชาธิปไตย การห้ามประชาชนทั้งประเทศตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อมาลงสมัครแข่งขัน มีเพียงเหตุผลเดียวคือต้องการสกัดกั้นไทยรักไทย
แจกแบบฟอร์มหาสมาชิกล่วงหน้า
ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง แกนนำกลุ่มไทยรักไทย กล่าวว่า เชื่อว่ามาตรการห้ามจัดตั้งพรรคการเมืองจะกินเวลาไปอีกหลายเดือน เพราะต้องผ่านการพิจารณาของ สนช. ต้องใช้เวลานาน มองไม่เห็นว่าจะตั้งพรรคการเมืองได้เร็วอย่างไร ต่างจากพรรคที่เป็นแนวร่วม คมช.คือ พรรค ประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน ขณะนี้เริ่มออกหาเสียงกันแล้ว
นายพีรพันธุ์ พาลุสุข แกนนำกลุ่มไทยรักไทย กล่าวว่า แม้โอกาสจัดตั้งพรรคของพวกเราแทบไม่มี แต่จะเดินหน้าทันทีเมื่อสามารถกระทำได้ ในเบื้องต้นได้จัดทำแบบฟอร์มให้ประชาชนลงชื่อสนับสนุนกลุ่มไทยรักไทยในการจัดตั้งพรรคและดำเนินกิจกรรมทางการเมือง รวมถึงลงชื่อพร้อมที่จะเป็นสมาชิกพรรคการเมืองที่กลุ่มไทยรักไทยจัดตั้งขึ้น แบบฟอร์มดังกล่าวจะส่งให้อดีต ส.ส.นำไปรณรงค์ในพื้นที่
“ทักษิณ” เตรียมเปิดแถลงข่าวที่ญี่ปุ่น
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์ทางไกลจากประเทศญี่ปุ่นว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาที่ประเทศญี่ปุ่นตามคำเชิญของมหาวิทยาลัยทากุโชกุ ให้เป็นศาสตราจารย์พิเศษ โดยในวันนี้ (7 มิ.ย.) เวลา 11.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมด้วยนายโตชิโอะ วาทานาเบ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทากุโชกุ จะร่วมแถลงข่าวกรณีการรับตำแหน่งศาสตราจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยดังกล่าว ทั้งนี้การแถลงข่าวจะไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของงานวิชาการ นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังได้หารือกับนักธุรกิจญี่ปุ่นหลายคน ที่เชิญให้ไปเป็นกรรมการที่ ปรึกษา ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีอดีต ส.ส.หรือแกนนำกลุ่มไทยรักไทยเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า ไม่มี และการเดินทางครั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณมาพร้อมกับผู้ที่ติดตามเท่านั้น ขณะที่ครอบครัวยังอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ
“เติ้ง” นัดถกลูกพรรคจัดทัพเลือกตั้ง
นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ว่า การดำเนินกิจกรรมของพรรค จะทำตามกติกา โดยในวันที่ 12 มิ.ย. จะเรียกประชุมอดีต ส.ส.ของพรรค เพื่อปรึกษาหารือถึงแนวทางการเมืองในอนาคต ถ้าใครจะสมัครเข้ามาเราก็ไม่ขัดข้อง แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครติดต่อเข้าพรรค เพราะถูกท่อใหญ่ดูดอยู่ ทั้งนี้หลักการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งก็จะพิจารณาคนเดิมของพรรคก่อน ยืนยันพร้อมเดินหน้าเลือกตั้งเต็มที่ ความจริงเรา เตรียมการไว้หลายเดือนแล้ว แต่ไม่เปิดเผย และมั่นใจว่า กำหนดวันเลือกตั้งยังเป็นเดือน ธ.ค. คงไม่น่าผิดพลาดไปจากนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ชูนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคชาติไทยจะชูหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายบรรหารตอบว่า “ผมจะชูตัวเองได้อย่างไร ต้องไปถามลูกพรรคของผม” เมื่อถามว่าคิดว่ายังมีศักยภาพที่จะเป็นนายกฯได้อีกหรือไม่ นายบรรหารกล่าวติดตลกว่า “ไม่เอาแล้ว ผมอายุมากแล้ว ปีนี้ก็ 57 แล้ว ไม่ไหวแล้ว”
ยอ “อภิสิทธิ์” นั่งนายกฯบารมีมาเอง
ต่อข้อถามว่านายอภิสิทธิ์ถูกวิจารณ์ว่ายังหน่อมแน้ม นายบรรหารตอบว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมากก็ต้องให้นายอภิสิทธิ์เป็น อย่าลืมว่านายกฯในต่างประเทศอายุ 40 ปีก็เป็นได้ นายอภิสิทธิ์อายุไม่ถึง 50 ก็ถือว่าเป็นได้ ส่วนที่มองว่าบารมียังไม่ถึงนั้น ให้ไปหาเอาข้างหน้า เมื่อเป็นนายกฯแล้วบารมีก็มีเอง ถ้าไม่เป็นบารมีก็ไม่มา อย่างตนเป็นรัฐมนตรีตั้ง 7 กระทรวง พอเป็นนายกฯบารมีก็มาเพียบ แต่อยู่ปีเดียวก็ไป นี่ว่าตัวเองนะ เมื่อถามว่าแต่นักธุรกิจมองว่านายอภิสิทธิ์มือยังไม่ถึง นายบรรหารตอบว่า ถ้ามีมือเศรษฐกิจที่ดี แล้วฟังคนแนะนำ มีที่ปรึกษาที่ดี มันก็ไปได้ เพราะด้านวิชาการถือว่าเก่ง ส่วนตัวคิดว่าถ้านายอภิสิทธิ์มีเสียงมากก็ไปได้ เมื่อถามว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงข้างมาก พรรคชาติไทยจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายบรรหารตอบว่า เอาเป็นว่าตนเดินตาม พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หัวหน้าพรรคมหาชน หลังเลือกตั้งค่อยว่ากัน ตอนนี้ยังตอบไม่ได้
ห่วงร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ
นายบรรหารกล่าวด้วยว่า ขณะนี้เป็นห่วงเรื่องรัฐธรรมนูญที่มีการทะเลาะกันอุตลุด และไม่ฟังเสียงองค์กรหรือแต่ละฝ่ายที่เสนอไปให้แก้ เกรงว่ารัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน และต้องโทษคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เช่นกรณีที่บัญญัติให้รัฐบาลไม่สามารถเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ แต่กลับให้องค์กรอิสระเป็นผู้เสนอ ถ้าอย่างนี้รัฐบาลครั้งหน้าก็เหนื่อย รวมถึงเรื่องระบบการเลือกตั้ง ส.ส.เขตก็ต้องแก้ไข ไม่ควรจะเอาระบบสัดส่วน
“อภิสิทธิ์” วางเป้าแก้ไขปัญหาประเทศ
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ ครม.มีมติให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ว่า จากการพบปะกับหลายภาคส่วนในสังคม ทำให้พรรคมีแนวทางในการกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ ทั้งปัญหาความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัญหาความแตกแยกในบ้านเมือง ความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์ในการสร้างอนาคตใหม่คือ การสร้างสังคมที่สันติสุขด้วยสันติวิธีและใช้กฎหมายที่เด็ดขาดเสมอภาค สร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขยายตัวต่อเนื่อง จัดความสำคัญในการใช้เงินภาษี การใช้จ่ายงบประมาณโปร่งใส และทำให้เกษตรกรดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี หลุดพ้นจากการเป็นหนี้ พรรคจะทำให้คนไทยฉลาดแข็งแรง มีหลักประกันสวัสดิการทุกคน การสร้างอนาคตใหม่จะเน้นความยั่งยืนในทุกๆด้าน นโยบายอะไรที่เกิดขึ้นโดยการกำหนดร่วมกับทุกภาคส่วนแล้วต้องได้รับการปฏิบัติที่ฉับไว กล้าตัดสินใจ
คุยโอ่ผลักดันอนาคตใหม่
“จากวันนี้พรรคประชาธิปัตย์จะผลักดันอนาคตใหม่ ประเด็นสำคัญคือจะทำอย่างไรให้แนวคิดและความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศและประชาชนเป็นวาระร่วมกัน โดยพรรคยังคงแนวทางในการเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ทุกปัญหา ดังนั้น ผมและพรรคจะเดินทางไปพบประชาชนทั่วประเทศเพื่ออธิบายวิธีการแก้ไขปัญหา ขอความร่วมมือเพื่อสร้างพลังร่วมกัน และจะมีนโยบายเฉพาะพื้นที่เพื่อให้มีการตอบสนองความหลากหลายและความต้องการเฉพาะพื้นที่ได้อย่างตรงจุด พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมที่จะก้าวเดินไปกับประชาชนในทิศทางที่ถูกต้อง สู่อนาคตใหม่ของคนไทยทุกคน วันนี้ผมมาบอกว่า เมื่อ ครม.เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองทำงานได้ และประชาชนก็มีความคาดหวังสูงหลังการเลือกตั้ง ต้องการเห็นอนาคตใหม่ เราก็จะเดินทางร่วมกับประชาชน และจะทำให้อนาคตใหม่ให้เกิดขึ้นจริง” นายอภิสิทธิ์กล่าว
ปัดขายฝัน-ท้าพิสูจน์ฝีมือ
ต่อข้อถามว่า ที่ประกาศจุดยืนเรื่องอนาคตใหม่ กว่าจะถึงจุดนั้นจะใช้เวลานานเท่าใด นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ถ้าพูดครบทุกข้อซึ่งเหมือนอุดมคติก็ต้องใช้เวลา สำคัญที่ก้าวแรกที่จะเดิน ถ้าบอกว่าอะไรดีๆแล้วอยู่ไกล ถ้าไม่คิดจะเดินไปก็ไม่มีวันถึง พรรคประชาธิปัตย์เป็นสถาบัน ต้องอยู่คู่กับประชาชนและระบอบประชาธิปไตย จะหันเหทิศทางของบ้านเมืองให้ไปในทางที่ถูกต้อง และเริ่มต้นเดินให้เร็วที่สุด
เมื่อถามว่า จะสร้างความมั่นใจกับประชาชนได้อย่างไรว่าการประกาศในวันนี้ไม่ใช่การขายฝัน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องพิสูจน์กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป หมายความว่า เมื่อประกาศอย่างนี้แล้วตั้งแต่นี้ไปคนในพรรคต้องทำงานตามแนวทางนี้ และมีคำตอบให้ประชาชน ถ้าประชาชนมีความเชื่อมั่นก็เป็นคำตอบในตัว ถ้าประชาชนไม่เชื่อมั่นก็จะสะท้อนออกมาโดยการไม่สนับสนุน เวลานี้ให้ความเชื่อมั่นกันด้วยคำพูดไม่ได้ ต้องพิสูจน์ด้วยแนวทางปฏิบัติจริง
งัดกฎหมายขู่พวกวิจารณ์ศาล รธน.
สำหรับกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคนั้น นายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญรวบรวมมา พบว่ามีหลายประเด็นที่หมิ่นเหม่ ต่อการละเมิดอำนาจศาล อยากจะชี้แจงให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าการวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาของศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลฎีกา ศาลปกครอง หรือศาลรัฐธรรมนูญ สามารถดำเนินการได้ หากเป็นการวิจารณ์ แสดงความเห็นเชิงวิชาการเพื่อพัฒนาคำวินิจฉัย แต่หากเป็นการดูหมิ่น เสียดสี ด่าทอ อาจเข้าข่ายความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 198 เรื่องการดูหมิ่นเจ้าพนักงาน เพราะตามข้อกำหนดวิธีพิจารณาของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ข้อ 33 กำหนดให้คณะตุลาการเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา หากผู้ใดหมิ่นศาล ผู้พิพากษา หรือดำเนินการขัดขวางกระบวนการพิจารณา ระวางโทษจำคุก 1-7 ปี และโทษปรับ 2,000-14,000 บาท และเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความได้ นอกจากนี้ หากเป็นการวิจารณ์ในลักษณะตัวบุคคลที่นอกเหนือการทำหน้าที่ตุลาการ ก็อาจเข้าข่ายความผิดกฎหมายอาญา มาตรา 321 มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เปิดคำวินิจฉัยตุลาการเสียงข้างน้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า หลังจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรคไทยรักไทย และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปีนั้น ปรากฏว่าในคำวินิจฉัยส่วนตนของนายกิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์ และนายธานิศ เกศวพิทักษ์ ตุลาการเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าไม่ควรนำประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ที่กำหนดโทษตัดสิทธิเลือกตั้งมาบังคับใช้นั้น ได้ย้ำ ถึงหลักกฎแห่งกฎหมาย (Rule of Law) โดยนายกิติศักดิ์ ระบุว่า สิทธิเลือกตั้งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของปวงชนชาวไทย กำหนดขึ้นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศ การจำกัดตัดสิทธิขั้นพื้นฐานจึงกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบัญญัติแห่งกฎหมายโดยเฉพาะ ปกติกฎหมายจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศหรือถัดจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ถ้าผู้มีอำนาจในการตรากฎหมายประสงค์จะให้กฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับย้อนหลัง ก็ต้องกำหนดไว้ในกฎหมายนั้นให้ชัดเจน ประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 เป็นกฎหมายที่ เป็นผลร้ายต่อผู้ที่ต้องเสียสิทธิเลือกตั้ง แต่มิได้ระบุว่าให้มีผลใช้บังคับย้อนหลัง จึงไม่อาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้
ห่วงออกกฎหมายแก้แค้นไม่สิ้นสุด
ส่วนนายธานิศ เกศวพิทักษ์ ระบุในคำวินิจฉัยส่วนตนว่า เหตุผลที่รัฐไม่พึงออกกฎหมายมีผลย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคลนั้น มาจากหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่เป็นหลักพื้นฐานของหลักนิติรัฐ ซึ่งมีภาษิตกฎหมายบทหนึ่งว่า “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ ถ้าไม่มีกฎหมาย” ภาษิตดังกล่าวเป็นหลักประกันความไว้เนื้อเชื่อใจของราษฎรต่อการใช้อำนาจนิติบัญญัติ หากรัฐไม่ยึดมั่นในภาษิตกฎหมายนี้แล้ว ราษฎรย่อมไม่มี หลักประกันว่าสิ่งที่ทำในวันนี้จะไม่มีกฎหมายย้อนมาเอาผิดได้ สิทธิเสรีภาพของประชาชนย่อมคลอนแคลนไม่มั่นคง นานาอารยประเทศจึงมีข้อจำกัดห้ามออกกฎหมายย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลในกรณีต่างๆเอาไว้ แม้หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองจะอยู่ในฐานะรัฐาธิปัตย์ เป็นผู้มีอำนาจในการแก้ไข ยกเลิกและออกกฎหมาย ก็ต้อง อยู่ภายใต้หลักนี้ ไม่เช่นนั้นหากในวันข้างนั้นมีการยึดอำนาจสำเร็จกลายเป็นรัฐาธิปัตย์คนใหม่แล้ว เราจะไม่มีหลักประกันว่าจะไม่มีการออกกฎหมายย้อนหลังมาแก้แค้นเอาคืนบ้าง เข้าลักษณะทีใครทีมัน ใช้กฎหมายข่มเหงรังแกกันไม่มีที่สิ้นสุด หมดหนทางเยียวยาวิกฤติได้
ชี้ประกาศ คปค.เจาะจงจะเอาผิด
นายธานิศระบุด้วยว่า ประกาศ คปค.ฉบับ 27 ที่มุ่งหวังให้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค เกิดขึ้นภายหลังระหว่างที่มีการพิจารณาคดียุบพรรค จึงไม่ใช่เพียงแต่เป็นการออกกฎหมายย้อนหลังที่ขัดต่อหลักกฎของกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นบทบัญญัติที่ออกมาในลักษณะที่เจาะจงที่จะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบรรดากรรมการบริหารพรรคด้วย โดยมีลักษณะไม่ต่างไปจากการตั้งศาลขึ้นมาใหม่ เพื่อพิจารณาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง ถือว่าขัดต่อธรรมประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย จึงเห็นว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ไม่มีผลบังคับต่อการกระทำของพรรค การเมืองก่อนวันที่ 19 ก.ย. 2549 แม้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นที่ศาลจะต้องตีความย้อนหลัง ก็ควรจะให้มีผลเอาผิดเฉพาะกรรมการบริหารพรรคที่กระทำความผิดเท่านั้น
เก็บคำวินิจฉัยไว้ที่หอจดหมายแห่งชาติ
คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ รมว.วัฒนธรรม เปิดเผยว่า เหตุการณ์การตัดสินคดียุบพรรคถือเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมาก จึงได้สั่งการให้ ผอ.สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติประสานงานไปยังหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอนำเอกสารคำวินิจฉัยของคณะ ตุลาการรัฐธรรมนูญทั้งหมด เทปบันทึกภาพ และข้อมูลมัลติมีเดียเกี่ยวกับการตัดสินคดียุบพรรคการเมืองในวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา รวมทั้งเอกสารคำวินิจฉัยคดียุบพรรคฉบับภาษาต่างประเทศที่กระทรวงการต่างประเทศเผยแพร่ให้สถานทูตประเทศต่างๆ รวบรวมไว้ที่หอจดหมาย เหตุแห่งชาติ เพื่อเป็นประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าของนักศึกษา นักกฎหมาย นักวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในข้อมูลประวัติศาสตร์การเมืองของไทย
อาจารย์นิติ มธ.ค้านคำวินิจฉัย
อีกด้านหนึ่ง อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล นายปิยบุตร แสงกนกกุล และนายธีระ สุธีวรางกูร ร่วมกันออกแถลงการณ์เกี่ยวกับคำวินิจฉัยยุบพรรค โดยนายวรเจตน์เปิดเผยว่า คำแถลงการณ์ดังกล่าวเน้นเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายที่อาจส่งผลอย่างรุนแรงในระบบกฎหมายไทย คือปัญหาเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค โดยเห็นว่าการวินิจฉัยให้ใช้กฎหมาย ย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายต่อบุคคล ที่คณะตุลาการรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า มิใช่เป็นโทษทางอาญา ย่อมใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษกับผู้ถูกร้องได้นั้น ตามหลักกฎหมายทั่วไป กฎหมายจะเริ่มต้นมีผลบังคับเมื่อใดนั้น ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายฉบับนั้นกำหนดไว้ หากไม่มีการกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น กฎหมายย่อมมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศ เมื่อประกาศ คปค.ฉบับที่ 27 ประกาศใช้ในวันที่ 30 ก.ย. 2549 และไม่มีความข้อใดบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวในแง่ของเวลา จึงต้องถือว่าประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้ บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. 2549 เป็นต้นไปเท่านั้น และตามหลักนิติรัฐแล้ว รัฐย่อมไม่อาจตรากฎหมายในวันรุ่งขึ้นกำหนดโทษสำหรับการกระทำนั้นให้รุนแรงขึ้นและใช้ บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่บุคคลได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว รัฐอาจตรากฎหมายให้มีผลร้ายย้อนหลังกลับไปใช้บังคับกับการกระทำที่จบสิ้นไปแล้วได้ทั้งสิ้น
ระบุหลักกฎหมายห้ามลงโทษย้อนหลัง
นายวรเจตน์กล่าวว่า จากการพิเคราะห์เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ประกอบกับหลักกฎหมายที่นานาอารยประเทศยอมรับนับถือแล้ว เห็นว่าการให้เหตุผลดังกล่าวเป็นการให้เหตุผลที่คลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ โดยหลักแล้วการห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นผลร้ายกับบุคคลถือเป็นหลักการที่มุ่งหมายให้ใช้บังคับกับโทษทั่วไป ไม่เฉพาะแต่เพียงโทษในทางอาญาเท่านั้น แต่เพราะโทษทางอาญามีผลกระทบกระเทือนต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคล ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง จึงมีการรับรองหลักการ “ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ โดยปราศจากกฎหมาย” ในส่วนของโทษทางอาญาไว้ในประมวลกฎหมายอาญา และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ได้รับการรับรองอย่างชัดเจน และจะกระทำมิได้โดยเด็ดขาด หาได้มีความหมายถึงขนาดว่าหากเป็นโทษอย่างอื่นซึ่งมิใช่โทษในทางอาญาแล้ว รัฐย่อมสามารถออกกฎหมายย้อนหลังไปให้เป็นผลร้ายอย่างไรก็ได้ โดยปราศจากเงื่อนไขตามที่คณะตุลาการให้เหตุผลไว้
หวั่นกระทบการเรียนการสอนกฎหมาย
“การให้เหตุผลของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญอาจจะกระทบกระเทือนกับการเรียนการสอนในทางนิติศาสตร์อย่างรุนแรง และยังน่ากังวลอย่างยิ่งว่าแนวทางการวินิจฉัยเช่นว่านี้อาจจะถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานต่อไปในการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของราษฎร และนับจากนี้ไปราษฎรจะเชื่อมั่นและไว้วางใจการใช้อำนาจรัฐได้อีกหรือไม่ วิญญูชนย่อมตรึกตรองได้เอง คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอแสดงความไม่เห็นพ้องด้วยอย่างยิ่งกับคำวินิจฉัยนี้” นายวรเจตน์กล่าว
บี้ กกต.ขยายผลเล่นงาน 8 พรรคเล็ก
นายการุณ ใสงาม ส.ส.ร.เปิดเผยว่า ได้ยื่นหนังสือถึงนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ขอให้ดำเนินคดีทางอาญาต่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งให้ยุบพรรค ซึ่งมีการกระทำผิดหลายกระทงต่างกรรมต่างวาระ และเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกพรรคการเมือง ได้ขอให้ประธานกกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองสอบสวนขยายผลเอาผิดกับ 8 พรรคการเมืองได้แก่ พรรคไทยช่วยไทย พรรคคนขอปลดหนี้ พรรคสยาม พรรคประชากรไทย พรรคเพื่อนเกษตรไทย พรรคเกษตรกรไทย พรรคกฤษไทมั่นคง และพรรคกิจสังคม รวมผู้กระทำผิด 405 คน ฐานร่วมกันปลอมแปลงเอกสารอันเป็นเท็จ สมัครรับเลือกตั้งโดยรู้ว่าตัวเองไม่มีสิทธิ กระทำการให้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยมิชอบ นอกจากนี้ขอให้เร่งดำเนินการเอาผิดเจ้าหน้าที่ กกต.ที่เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2549 ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และขอให้ กกต.ฟ้องร้องทางแพ่งกับคณะผู้กระทำผิด ที่เป็นเหตุให้ต้องมีการใช้งบประมาณจัดการเลือกตั้งในคราวดังกล่าวกว่า 2,300 ล้านบาท
ไทยรัฐ [7 มิ.ย. 50 - 03:23]